วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เปิดตัวโครงการ SME Q Up กลไกใหม่ในการยกระดับบริการวิเคราะห์ทดสอบและบริการเทคนิคสำหรับภาคอุตสาหกรรม ร่วมกับ 3 พันธมิตร ได้แก่ บ. ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด, บ. โมริน่า โซลูชั่นส์ จำกัด และ บ. วิสไบโอ จำกัด บูรณาการความเชี่ยวชาญและเครือข่ายพันธมิตร ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นำร่องใน 3 อุตสาหกรรม คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหารและเสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ หวังเพิ่มการเข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบและบริการเทคนิคสะดวกยิ่งขึ้น สร้างความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันทางการค้าไม่ได้วัดกันที่กำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความปลอดภัย และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ นาโนเทค สวทช. จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม ด้วย SME Q Up ที่อาศัยความเชี่ยวชาญของนักวิจัยด้านการวิเคราะห์ระดับนาโน เครื่องมือวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูง โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อร่วมออกแบบโซลูชันเฉพาะที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ
“SME Q Up เป็นแนวทางใหม่ในการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ไม่ได้มองการวิเคราะห์ทดสอบเป็นเพียงบริการแยกส่วน แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์และเป้าหมายทางธุรกิจ ก่อนร่วมกันออกแบบแนวทางที่เหมาะสม ทั้งการวิเคราะห์ทดสอบ การให้คำปรึกษาทางเทคนิค การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานพันธมิตร โดยในระยะแรกจะนำร่องใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหารและเสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการที่ตอบโจทย์และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม”
ดร.ภญ.อุรชา ชี้ว่า ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มักต้องตัดสินใจหลายเรื่องพร้อมกัน สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับจาก SME Q Up จึงเป็นแนวทางการวางแผนตั้งแต่ต้นที่ออกแบบให้เหมาะสมกับธุรกิจของตน ซึ่งช่วยลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนและการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสทางการค้า
นายชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (เซ็นทรัลแล็บไทย) กล่าวว่า วงการตรวจวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ทางห้องปฏิบัติการในประเทศไทย แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเฉพาะทาง แต่ก็ถือว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก บวกกับปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก การเข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับสากลจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ
“สำหรับเซ็นทรัลแล็บไทยนั้น เป็นห้องปฏิบัติการของรัฐ 100% (ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง 49% และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 51%) แต่บริหารจัดการในลักษณะของเอกชน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ซึ่งการเข้าร่วมโครงการ SME Q Up นั้น จะช่วยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านห้องปฏิบัติการและการรับรองมาตรฐานเข้ากับศักยภาพด้านวิจัยและนวัตกรรมของนาโนเทค สวทช. ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบได้อย่างเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และเป้าหมายทางธุรกิจ ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพ การประเมินความปลอดภัย การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อการขึ้นทะเบียน ไปจนถึงการสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์สำหรับการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย” กรรมการผู้อำนวยการเซ็นทรัลแล็บไทยกล่าว
อีกหนึ่งในพันธมิตรของโครงการ นสพ.ดร.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมริน่า โซลูชั่นส์ จำกัด กล่าวว่า เราเป็นบริษัทด้าน Deep Nano-Biotechnology และมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภาคการเกษตร ปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง และสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลการวิเคราะห์ทดสอบที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และกลไกการทำงานของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือและลดเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์
นสพ.ดร.กษิดิ์เดช ชี้ว่า ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และ โมริน่า โซลูชั่นส์ จึงเป็นการรวมศักยภาพของภาครัฐและภาคเอกชนในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนานวัตกรรม ตั้งแต่การวิจัย การออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ทดสอบ การพัฒนาต้นแบบ การขยายกำลังการผลิต ไปจนถึงการต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และผลักดันการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ด้าน บริษัท วิสไบโอ จำกัด โดย ดร.วุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร กรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากบุคคลที่สาม เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมจริงกับผลิตภัณฑ์ที่อาศัยเพียงการสื่อสารทางการตลาด ซึ่งสั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นการลักลอบใส่สารต้องห้าม ความไม่โปร่งใสของสูตรตำรับ และการกล่าวอ้างว่ามีสารสำคัญ
“ความร่วมมือภายใต้โครงการ SME Q Up จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันให้ระบบการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมได้รับการยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งวิสไบโอ จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพอิสระ โดยครอบคลุมการวิเคราะห์สารสำคัญ และการทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการแข่งขันด้วยความโปร่งใสและข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ทั้งยังช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงห้องปฏิบัติการของผู้ประกอบการ SMEs และร่วมออกแบบขอบเขตการทดสอบให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจและระยะการพัฒนาผลิตภัณฑ์”
โครงการ SME Q Up สะท้อนบทบาทของนาโนเทค สวทช. ในการบูรณาการศักยภาพของภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายห้องปฏิบัติการ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการที่ออกแบบตามความต้องการของแต่ละราย ตั้งแต่การวิเคราะห์ทดสอบ การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผลักดันการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน
